มื่อคืนกลับมาถึงบ้านเร็วนิดนึง แล้วพอดี UBC มันเอาหนังเรื่อง Season Change มาฉายที่ช่อง Film Asia เปิดผ่านไปเจอก็เลยแวะดูนิดนึงเพราะเคยดูมาแล้ว ไปๆ มาๆ Remote มันกลับไม่ขยับเปลี่ยนช่องซะงั้น เลยดูซะจนจบเลย

เฮ้อ..หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำไมมันเขียนบทได้ใสซะขนาดนั้น พอตั้งใจดูจริงๆ จังๆ แบบเก็บรายละเอียดทำให้เราเห็นว่าคนเขียนบทเขาเขียนได้เนียนจริงๆ เก็บความใสของวัยรุ่นได้ครบทุกเม็ดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน เรื่องพ่อแม่ และแน่นอนล่ะเรื่องความรักใสๆ แบบเด็กๆ ดูแล้วมันอยากมี Time Machine ชะมัด เผื่อจะได้ไปสอบเข้าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ที่มหิดลบ้าง….(บ้าไปแล้ว)

หนังแบบนี้มันดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจจริงๆ แม้ว่าวัยเรามันจะโรยราก็เหอะนะ (ด่าตัวเองดีกว่า)

ไหนๆ ก็จั่วหัวมาเรื่องนี้แล้วเล่าเรื่องที่มาของวิทยาลัยดุริยางค์ให้ฟังดีกว่า คนก่อตั้งแกชื่ออาจารย์สุกรี เจริญสุข หัวขาวๆ ที่พูดตอนปฐมนิเทศในหนังนั่นแหละ แกจบโทดนตรีจาก USA กลับมาเมืองไทยก็มีคนชวนแกไปสอนที่มหิดล สอนไปด้วยเล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย เพราะแกเก่ง Saxophone แต่สมัยนั้นมันไม่มีสถาบันทางดนตรีเป็นเรื่องเป็นราว วิชาที่แกสอนที่มหิดลกไม่ได้เป็น Pure Music แค่เฉียดๆ

ทำไปทำมา แกก็เลยเบื่อและจะลาออก  เพราะแกคิดว่าแกอยากทำสถาบันที่สอนเกี่ยวกับดนตรีจริง อธิการบดีมหิดลตอนนั้นก็เลยเรียกแกเข้าไปคุย แกก็เลยอธิบายให้ฟังว่าแกต้องการทำอะไร และอยากให้เป็นยังไง

อธิการก็เลยให้แกทำแผนงานและร่างหลักสูตรเพื่อเสนอคณะกรรมการและสภามหาลัย ซึ่งก็ต้องทำงานหนักจนกว่าจะผ่านการรับรอง เพราะสิ่งที่แกทำมันยากเหลือเกินที่จะให้คนเข้า็ใจและเห็นด้วย โดยเฉพาะกับมหิดลซึ่งเน้นทางวิชาการและเทคโนโลยี แต่ในที่สุดการทำงานหนักของแกก็เป็นผล โดยสภาอนุมัติให้เปิดวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ โดยได้อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนที่เราเห็นในหนัง

แต่ยังไม่จบครับ พอเรื่องผ่านการอนุมัติของสภามหาลัยแล้ว ในระหว่างที่รอการส่งผ่านงบมาจากสำนักงบประมาณนั้น อธิการก็ได้นำข่าวที่ไม่สู้ดีมาบอกกับอาจารย์สุกรีว่า แกได้ข่าวมจากคณะกรรมการสำนักงบว่า งบสร้างอาคารเรียนอาจไม่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงบ เพราะทางกระทรวงเห็นว่าไม่จำเป็น

เท่านั้นล่ะครับอาจารย์สุกรีแกก็ขับรถจากศาลายาไปสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังทันที ไปถึงก็คว้า Saxophone พุ่งตรงฝ่าด่านหน้าห้องและ รปภ.ขึ้นไปห้อง ผอ.สำนักงบ ไปถึง ผอ.ซึ่งเป็นผู้หญิงก็ตกใจถามว่ามาทำอะไร แกก็ตอบว่า

“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่อยากมาเล่นดนตรีให้ฟัง” แล้วแกก็เป่า Saxophone ของแกดังลั่นไปทั้ง Floor เวลานั้นใกล้เที่ยงอยู่แล้วคนก็มาออ มายืนดูกันเต็มไปหมด ระดับเทพแหละครับเพราะไม่เพราะคงไม่ต้องบอก หลังจากบรรเลงเพลงจบ ผอ.ก็ถามแกว่าอยู่ๆ มาเล่นดนตรีให้แกฟังทำไม อาจารย์แกก็บอกว่า

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมได้ข่าวมาว่าคณะกรรมการสำนักงบ จะตัดงบสร้างอาคารเรียนวิทยาลัยดุริยางค์ ของผมหรือครับ” ผอ.สำนักงบก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ก็เปล่านี่” แกก็เลยขอบคุณ ผอ.สำนักงบแล้วก็ขับรถกลับไปที่มหาลัย…..นี่แหละครับที่มาของ Season Change

และแล้วหลังจากลำบากตรากตรำกันมานานพอดู พวกเราเหล่า CPM Team ก็ได้เสร็จสิ้นภารกิจเสียทีสำหรับ CPM Assessment พูดก็พูดเถอะ อะไรกันว้ายังกับสมัยเรียนแน่ะ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึง serious นัก ตอนแรกก็นึกว่าจะ chill chill แต่พอสอบจริงเล่นเอาแย่เหมือนกัน เครียดและกดดันเรื่องเวลาด้วย บีบหัวใจจริงๆ 

หลังจากสอบเสร็จก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเวลาผ่านอะไรยากๆ มาได้แล้วก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า เหมือนกับว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันสำคัญ บางทีคนเรามันอยู่ได้ก็เพราะไอ้เรื่องคุณค่านี่แหละ ถ้าเมื่อไรยังรู้สึกว่ามีค่าอยู่ก็คงจะอยู่ต่อได้ แต่ถ้าเมื่อไรรู้สึกไม่มีความสำคัญหรือด้อยค่าลงวันใด นั่นก็คงต้องหาทางไปในที่ที่เราสบายใจหรือรู้สึกได้รับการยอมรับมากกว่า….ชีวิตก็เป็นอย่างนี้

May 19, 2008 11:17 PM

หลังจากเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ไป Drink กับเพื่อนฝูงที่ Office อีกครั้งตามคำเรียกร้อง (แกมบังคับข่มขู่) เป็นอันว่าตัดข้อหาเรื่องเบี้ยวออกไปได้เพราะสุดท้ายแล้วเราก็สามารถไปตามนัดได้ นับว่าเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง และที่เหนือความคาดหมายไปกว่านั้นคือสามารถยืนระยะจนกระทั่งร้านปิดได้ อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ 2-3 Match ที่ผ่านมานี่ไม่รู้เป็นอะไร ชกไม่ครบยกตลอด ร่วงก่อนเวลาอันควร แต่คราวนี้ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงตี 1 แหมช่างน่ายกย่องจริงๆ (ตรงไหนวะ) 

แต่ยังไม่จบครับ มันก็ดันมีเรื่องราวอีกจนได้ แม้ว่าผมจะไปตามนัดแถมยังยืนซดสุราได้ครบยก ก็ยังไม่วายโดนด่า เนื่องมาจากข้อกล่าวหาว่าทิ้งเพื่อน โธ่เพื่อนๆ ที่รักผมไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย แค่สื่อสารกันผิดพลาดหน่อยเดียว เอาใหม่ เอาใหม่ คราวหน้าข้าพเจ้าขอแก้ตัว แต่ก็โชคยังดีที่พี่อีกคนเขารับอาสาไปส่งเพื่อนสาวคนนึงในกลุ่มที่เรา
Suppose ว่าจะต้องไปส่งในตอนแรก (เอ..แต่เหมือนแกจะเต็มใจอยากจะไปส่งนะ หุหุ) เอาน่าแต่ท้ายที่สุดก็ถึงบ้านกันโดยสวัสดิภาพกันทั่วทุกคน 

เช้าวันเสาร์นี่สิ
Red Label ออกฤทธิ์ มันปวดหัวชอบกลนอนตั้ง 2-3 รอบจนกระทั่งเย็นๆ นั่นแหละอาการ Hang จึงได้ทุเลาลง คุยกับน้องสาวอีกคนที่ไปด้วยกันเธอก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน แถมยังบอกว่าคราวหน้าขอเป็น Black นะพี่กิน Red แล้วปวดหัว อืมม์…ลองแม่โขงดีกว่ามั๊ยอ่ะถูกดีด้วย อ่ะ..ล้อเล่งน่า…. 

วันอาทิตย์นี่ชักจะเริ่มรำคาญอาการหวัดที่รุมเร้าเข้ามาตั้งแต่วันเสาร์ จริงๆแล้วตั้งแต่วันศุกร์นั่นแหละ แต่แกล้งลืมๆไปเพราะว่ามี
Plan จะออกไป Drink เป็นไงล่ะตั้งใจขนาดไหนดูเอาเอง ทีนี้พอวันอาทิตย์มันก็เริ่มแย่ๆ ไง คันคอ ไอ แสบจมูกเลยไปหาหมอดีกว่า เล่าให้หมอฟังว่าไอมานานแล้วรำคาญช่วยรักษาให้ด้วยนะ หมอแกเลยเล่นชุดใหญ่ส่องกล้องเข้าทางเดินหายใจครับ โอ้โฮ แต่ก็มีการให้ยาชาก่อนครับเข้าปากและจมูก ตอนรอยาชาออกฤทธิ์นี่เหมือนกลืนน้ำลายไม่เข้าอ่ะ…ดีนิดนึง 

สรุปก็ไม่มีอะไรน่าห่วง ได้ยามากินและนัด
Follow up ตอนช่วง week หน้าอีกทีหนึ่ง แต่วันจันทร์นี่สินอนทั้งวันเพราะฤทธิ์ยา และอาการที่มันซมจนขีดสุด สรุป Long Weekend หยุด 3 วันเรานอนไปเสีย 2 วัน คุ้มค่าจริงๆ

May 11, 2008 10:06 PM

เอาล่ะ หลังจากที่ติดกันไว้นานสำหรับเรื่องจำเป็นของชีวิต ตอนที่ 2… ช่วงที่ผ่านมามันไม่ว่างจะเขียนเสียที วันนี้วันอาทิตย์ จริงๆมี Premier League นัดสุดท้าย แต่อย่างที่รู้ว่าหงส์แดงเราไม่ต้องลุ้นอะไรแล้ว มาเขียน Journal ดีกว่า
 
หลังจากคราวที่แล้วเราแนะนำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับเรื่องกินกันไปแล้ว มาคราวนี้เราจะขอแนะนำเกี่ยวกับเรื่องหนังสือกันบ้าง ไม่รู้จะเห็นด้วยกับเราหรือเปล่าว่าหนังสือนี่เป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต จริงๆ นะครับเราว่าคนเราถ้าไม่อ่านหนังสือเสียอย่างนี่ชีวิตคงจะขาดสิ่งดีๆ ไปเยอะเหมือนกันนะว่ามั๊ย วันนี้อยากจะมาแนะนำนักเขียนคนหนึ่ง เป็นคนใต้ เคยเขียนเรื่องสั้นได้รางวัลซีไรต์มาเล่มหนึ่งตอนปี 2539 ชื่อเรื่อง แผ่นดินอื่น ชื่อของนักเขียนคนนี้คือ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  

หนังสือเล่มที่ได้มาหาใช่เล่มที่เขาได้ซีไรต์หรอกเป็นเล่มอื่นของเขา เรื่องของเรื่องคือวันนั้นเดินวนอยู่ในร้านหนังสือเพื่อจะหาหนังสือไปอ่าน ไปสะดุดเข้ากับชื่อหนังสือเล่มนี้ ชื่อของมันคือ
จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม ประจวบกับที่จริงๆ แล้วเราเคยผ่านตาชื่อของกนกพงศ์มาก่อนจากในหนังสือสีสันหรือ OPEN อะไรประมาณนี้แหละ แต่ไม่เคยอ่านผลงานของแกเสียที พอเจอเล่มนี้แล้วพลิกไปพลิกมาเจอข้อความจากน้าชาติ กอบจิตติ ขวัญใจของเราเลยควักเงินซื้อไปโดยไม่ลังเล แถมด้วยผลงานรวมเรื่องสั้นของแกอีกเล่มคือ นิทานประเทศ และแถมท้ายด้วยหนังสือของนักเขียนอีกคนที่เราอ่านงานของเขาบ่อยๆ หนึ่ง วรพจน์ พันธุ์พงศ์ กับผลงานรวมความเรียงของแกชื่อ ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ 

ตอนแรกที่ได้หนังสือจดหมายจากนักเขียนหนุ่มมานึกว่าจะเป็นเรื่องสั้น เพราะพลิกไปพลิกมาตอนแรกไม่ได้ดูละเอียดมากนัก ประมาณว่าอยากอ่านจนดูไม่ละเอียด หลังจากเอามาดูที่บ้านจึงได้รับรู้ว่ามันเป็นจดหมายจริงๆ จดหมายที่กนกพงศ์เขียนไปหาเพื่อนฝูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในวงการน้ำหมึกเช่นกัน ที่เขาเอามารวมเล่มก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงกนกพงศ์ เนื่องจากแกเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2549 หรือเกือบ 2 ปีมาแล้วเนื่องจากไข้หวัดใหญ่!!!

น่าเสียดายนะครับที่เราจะไม่ได้อ่านงานของแกอีกแล้ว จดหมายที่รวบรวมมา จะเป็นช่วงราวๆ ปลายปี 2546 เป็นต้นไปเนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่กนกพงศ์หนีจากกรุงเทพ ออกไปใช้ชีวิตนักเขียนในหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในจดหมายส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของกนกพงศ์ในอีกวิถีหนึ่ง วิถีซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ใช้ชีวิตกันในปัจจุบัน การต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง มุมมองชีวิตของนักเขียนต่อสังคมรอบข้างและความเป็นไปของโลกในปัจจุบันผ่านทางจดหมายที่เขาใช้ติดต่อกับเพื่อนฝูง

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็คือเรื่องความสดนี่แหละครับ รู้สึกได้ถึงชีวิตจิตใจและความมีชีวิตจริงๆ ได้รู้จักมุมมองอีกแบบซึ่งเราไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ  พอพูดถึงเล่มนี้ก็อดจะพูดถึงหนังสือของวรพจน์ พันธุ์พงศ์ไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศเป็นงานที่เขียนขึ้นในช่วงที่หนังสือ OPEN ที่เขาและภิญโญ ไตรสุริยธรรมาร่วมสร้างกันมาเริ่มจะประสบปัญหา และครอบคลุมไปถึงชีวิตช่วงหลังจากที่ OPEN ปิดตัวลง (หรือหยุดพักตามสำนวนของภิญโญ) มันจึงเป็นเหมือนบันทึกชีวิตของคนปีกหัก มุมมองของคนที่เคว้งคว้างและผิดหวังกับเรื่องต่างๆ ของชีวิต เพียงแต่ว่าตัวละครของวรพจน์นั้นยังใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีสิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับเรามากกว่า งานและความคิดของวรพจน์อาจจะไม่ลึกและคมเท่ากับของกนกพงศ์ อาจเนื่องมาจากวัยและประสบการณ์ชีวิตต่างกัน แต่เราว่าหนังสือทั้งสองเล่มก็เป็นการเปิดมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของเราให้กว้างขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้และมองชีวิตในแบบที่ต่างออกไป และน่าจะช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นๆที่อยู่รอบตัวเรา ได้ดียิ่งขึ้น

May 7, 2008 1:09 AM

สืบเนื่องจากอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ที่แล้วไปเจอของสองอย่างดีๆ และเราคิดว่าสองอย่างนี้มันจำเป็นสำหรับชีวิต (เรา) …เออ..เปลี่ยนมาแทนตัวว่าเราก็ Soft ดีนะเมื่อไหร่เซ็งๆ ก็จะลองแทนตัวเองว่า “กรู” ดูบ้างคงจะดี ไม่เป็นไรเรื่องนี้ไว้ก่อน..อ่ะ ทีนี้มาว่ากันต่อ

เรื่องแรกก็คือเรื่องกิน..ปกติเราก็ไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องกิน (อาหาร) สักเท่าไรหรอกนะ ถามว่าร้านไหนอะไรอร่อยนี่มักจะตอบไม่ค่อยได้ แต่ถ้าถามเรื่องร้านอีกประเภทล่ะก็ไม่แน่ (เอ๊ะ..ยังไง) เผอิญว่าวันนั้นขับรถกลับบ้านกับลูกตอนประมาณสัก 2 ทุ่มใกล้จะถึงซอยเข้าบ้านแล้วหล่ะ แปลกใจว่าทำไมตรงนี้รถมันเยอะนักวะแล้วทำไมรถมันจอดริมถนนเยอะมากๆ ด้วยว่าปกติเรากลับบ้านอีกทาง ทีแรกคิดว่ามีงานเลี้ยงอะไรสักอย่างมองไปมองมามันไม่ใช่ เพราะคนไปออกันหน้าร้านอาหารสไตล์บ้านๆ ร้านนึงออกแนวอีสานๆ นิดๆ ขอบอกว่าคนเยอะมากๆ ยืนรอกันหน้าร้านเพราะโต๊ะเต็ม!! เราเหลือบมองเห็นป้ายชื่อร้านมันเขียนว่า ”โคขุนโพนยางคำ” พอจะรู้เลาๆ แหละว่าขายเนื้อแต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ไม่รู้อีกว่าทำไมต้องโพนยางคำ ได้แต่เก็บความงงและสงสัยกลับบ้านพร้อมกับตั้งปณิธาณไว้ในใจว่า “อีกไม่นานมึงเจอกรูแน่” 

ดังนั้นเมื่อวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ เราและครอบครัวจึงไปเสนอหน้าอยู่ในร้านโคขุนโพนยางคำตอนประมาณ 5 โมงเย็นเห็นจะได้ ตอนไปถึงนี่รถเริ่มจอดข้างทางกันแล้ว พอเข้าไปในร้านก็ถึงกับอึ้ง กะดูด้วยตาคร่าวๆ เราว่าน่าจะมีสัก 100 โต๊ะเห็นจะได้ ประมาณ 95% ถูกจับจองไว้แล้ว เราโชคดีได้นั่งด้านนอก Open Air เย็นสบายไป ทีนี้ก็ได้รู้ว่าที่นี่ขายสารพัดเนื้อเลยไม่ว่าจะเป็น สันใน สันนอก สะโพก หนอก ขา แล้วเมนูก็มีให้เลือกว่าจะเป็นกะทะร้อน (ลักษณะเหมือนสเต็กนั่นแหละ) หรือจะสั่งเป็นเนื้อสดๆ มาปิ้งย่างเอง หรือแม้แต่จิ้มจุ่มก็มีบริการครบถ้วน นอกนั้นก็เป็นอาหารอีสานทั้งหลายก็มีให้ครบ 

วันนี้เราสั่งสันนอกกะทะร้อนบวกกับสะโพก (Sirloin) กะทะร้อนมาลอง เนื่องจากเด็กเสิร์ฟแนะนำว่าถ้ามาปิ้งย่างเองอาจกระเด็นโดนลูกเราได้ ห่วงใยลูกค้าดีจัง..น่าชมเชย พออาหารมาแล้วได้จิ้มชิ้นเนื้อเข้าปาก โอ้โห สาบานได้เลยว่าตั้งแต่รับประทานเนื้อมา ร้านนี้แหละเราว่าอร่อยสุด จริงๆ นะไม่ได้พูดเล่น รู้จักเนื้อโกเบจากญี่ปุ่นที่เขาว่านุ่มแสนนุ่ม สนนราคาว่ากันเป็นหลายพันบาทต่อกิโลมั๊ยอ่ะ เราว่าเทียบกันไม่ได้กับเนื้อที่นี่เลยนะ (เอ่อ..ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต ที่เราบอกว่าเทียบกันไม่ได้ ก็เพราะว่าเราไม่เคยทานเนื้อโกเบอ่ะน่ะ..คือมันแพงอ่ะ เลยไม่รู้จะเทียบได้ยังไง หุหุ..ดีนิดนึง) แต่ยังไงก็เถอะ ถ้าใครชอบทานเนื้อล่ะก็ มาลองเนื้อที่นี่รับรองว่าไม่ผิดหวัง นุ่ม อร่อย ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วยนะเทียบกับคุณภาพและความสด ของเขาดีจริงๆ 

เกือบลืมบอกไป ร้านอยู่บนถนนนวลจันทร์ หรือที่เรียกกันติดปากว่าซอยนวลจันทร์นี่แหละ รู้สึกว่าจะเป็นนวลจันทร์ 21 ตรงข้ามกับธนาคารไทยพาณิชย์ สังเกตง่ายๆ เพราะจะมีรถจอดข้างทางบริเวณนั้นเยอะมากๆ ร้านเปิด 16.00-23.00 ทุกวันครับ ไปเร็วหน่อยก็ดีเพราะตอนเราไปพอซัก 6 โมงก็เริ่มต้องรอคิวกันแล้ว

เขียนไปเขียนมาง่วงซะแล้ว เรื่องจำเป็นเรื่องที่สองของชีวิต เดี๋ยวค่อยมาเขียนแล้วกัน วันนี้ไม่ไหวแล้ว ง่วงนอน ติดไว้ก่อนเน้อ

May 3, 2008 12:11 AM

ง่วงนะเนี่ย แต่อยากจะขยับเขียนอะไรสักนิดหน่อยก่อนที่จะนอน เพราะไม่ได้เขียนมาหลายวันแล้ว ทีแรกนัดกับเพื่อนๆ ที่ Office ไว้ว่าจะไป Drink กันสักเล็กน้อยเพราะวันนี้วันศุกร์ แต่ก็ติดขัดนิดหน่อยเลยไม่ได้ออกท่องราตรีใน Friday Night เลย แต่นัดกันใหม่แล้วล่ะว่าวันพฤหัสหน้าจะต้องมีการแก้ตัว คราวนี้สงสัยถ้าเราเบี้ยวอีกคงโดนด่าจมหูแน่นอน 

เมื่อวานวันแรงงานแต่เนื่องจาก
Schedule ที่จะต้องมีการปิดตัวเลขเลยทำให้ต้องลากสังขารไปทำงานในวันที่ผู้ใช้แรงงานอย่างเราสมควรที่จะหยุดพักผ่อน แต่ก็นะงานมีก็ต้องทำไม่ว่ากันอยู่แล้ว Week หน้าจะได้ย้ายไปอยู่ชั้นใหม่ อืม..ก็ไม่เชิงหรอกนะเพราะว่าตอนเข้ามาทำงานที่นี่ครั้งแรกเราก็นั่งชั้น 25 นี่แหละเหมือนเป็นการ Come Back มากกว่า แต่คราวนี้จะไปอีกฟากนึง เป็นครั้งแรกที่จะไปนั่งฝั่งหน้าตึก ก็ดีนะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่ที่เดิมนานๆ เซ็งตายเลย 

Closing ของ period 4/08 ก็จบลงไปได้ด้วยดีแต่วันจันทร์ต้องส่ง Report ให้ Region ทั้งที่เป็นวันหยุด วันอังคารเช้ามี Workshop และระหว่างอาทิตย์ก็มีนัดคุยงานกับคนนั้นคนนี้เต็มไปหมด ไหนจะต้องเตรียมตัวสำหรับ SOX Audit และ SAP Assessment แถมด้วย PM Assessment อีกต่างหาก ทำไมเดือนนี้มันช่างวุ่นวายเสียเหลือเกิน

Apr 17, 2008 12:55 AM

สงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพาลูกๆ ไปเที่ยวทะเลเนื่องจากไอ้ตัวเล็กสองตัวมันอยากไป พ่อมันน่ะไม่ค่อยเท่าไรหรอกขี้เกียจเป็นปกติอยู่แล้ว พอตัดสินใจว่าจะไปทะเลก็ต้องมาเลือกกันล่ะว่าจะไปที่ไหน คิดไปคิดมาก็มาได้ที่หาดเจ้าหลาวจันทบุรี เลือกมาที่นี่ก็เพราะมันมีความหลังนั่นเอง…ไม่เอาสิครับอย่าคิดมากกันไปใย ความหลังที่ว่าก็เพราะเคยมารับน้องที่นี่สมัยที่ผมยังเรียนที่เทคนิคกรุงเทพน่ะครับ หาใช่ผมแอบพากิ๊กมาเที่ยวแต่อย่างใด (ผิดหวังกันล่ะสิ)

ใครไม่เคยมาก็ลองมาแวะเยี่ยมเยียนที่นี่กันได้นะครับ ขับรถประมาณ
4 ชั่วโมงนิดๆ จากกรุงเทพ ผมว่ากำลังดีนะ ที่ผมชอบก็เนื่องจากมันไม่ค่อยพลุกพล่านสักเท่าไรครับ ชายหาดกว้างมากๆ น้ำก็ใสดีเหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมไม่ค่อยมีให้ทำนะครับเพราะผมไม่เน้น นอนขี้เกียจได้ทั้งวันนั่นแหละสุดยอดแล้วครับ ตอนเย็นๆพาลูกไปเล่นน้ำมองกลับไปทางสะพานปลา ภาพเก่าๆ สมัยเรียนผุดขึ้นมาเต็มหัวเลยครับ เพราะผมเคยมารับน้องที่นี่ทั้งมาโดนเขารับ และมารับคนอื่นเขาก็เคย ผมเคยมาที่นี่ 3 ครั้งแล้วครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ความแตกต่างของครั้งนี้ก็คือคราวนี้ผมพาลูกมาด้วย 3 ครั้งก่อนหน้านี้ผมมากันเป็นฝูงเพราะมากับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แต่ผมว่าเพราะการที่ผมได้มาครั้งที่ 4 กับลูกๆผมก็เพราะ 3 ครั้งแรกนี่แหละครับ

จริงๆ แล้วอีกเหตุผลที่เลือกมาที่นี่ก็เพราะว่า ผมมีเพื่อนอยู่ที่จันทบุรีนี่คนนึง ไอ้คนนี้มันก็เคยเรียนห้องเดียวกันกับผม รับน้องมากับผม แถมยังอยู่หอพักห้องเดียวกันอีกต่างหาก เรียกว่าตอนเรียนนี่เห็นหน้ากันจนเหม็นเบื่อไปเลยล่ะครับ ตามธรรมเนียมล่ะครับไปเยือนบ้านเพื่อนทั้งทีมันก็ต้องมีดื่มกันเสียหน่อย ไม่ได้หวือหวาอะไรหรอกครับซื้อเหล้ามากินกันที่รีสอร์ทที่ผมไปพัก นั่งกินกันสองคนไม่ได้เอะอะมะเทิ่งเหมือนสมัยยังวัยรุ่นอย่างคราว
3 ครั้งก่อนหน้านี้ กินไปก็เล่าเรื่องงานเรื่องชีวิต update กันไปจิปาถะ เล่าเรื่องเพื่อนคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยเปื่อย แล้วมันก็เป็นไปตามสูตรครับย้อนอดีตกันเสียหน่อย เวลากินเหล้ากับเพื่อนเนี่ย ถ้ามีใครสักคนขึ้นต้นประโยคมาว่า มึงจำได้ไหมวะ……. รับรองว่ายาวแน่นอน


อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกแหละครับ ผมมาที่นี่ครั้งที่
4 ได้ก็เพราะ 3 ครั้งแรกครับการมาที่นี่ของผม 3 ครั้งแรกทำให้ผมมีมุมมองของชีวิตเปลี่ยนไป มันอาจไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับ แต่มันช่วยให้ผมรู้ว่า เพื่อน สำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน จริงอยู่ครับที่ชีวิตคนเรา เราต้องเป็นคนนำพาไปเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนเรื่องงาน แต่การที่คนเรามีใครบางคนที่เราไว้ใจเขาได้ สามารถพูดจาระบายหรือให้คำปรึกษาได้แม้มันอาจไม่ได้ช่วยอะไรเรามากก็ตาม (แถมบางทีมันด่าเราซ้ำซะอีก) ผมว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันก็สำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าจุดหมายของเราเลย บางทีถ้าเรามองแต่จุดมุ่งหมายโดยที่ไม่มองคนรอบข้าง มุ่งแต่จะเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจเพื่อนร่วมทางหรือสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาระหว่างทางเลย ผมว่าการเดินทางอันนั้นมันก็ดูจะจืดชืดไร้ชีวิตชีวา ไปหน่อยหรือเปล่าครับ ถ้างั้น..มาแวะกินเหล้าข้างทางกับผมก่อนไหมครับ สักแก้วสองแก้วแล้วค่อยไปต่อก็ได้  

…..หนทางสู่ยอดเขาไม่ง่าย
เป็นไปไม่ได้ที่จะขึ้นสู่ยอดเขาโดยไม่คิดปีนป่าย
ถึงแม้ว่าเมื่อยืนอยู่ริมหน้าผาบนยอดเขา จะพบว่าความงดงามนั้นมักอยู่อีกยอดเขาหนึ่งก็ตาม
ในขาลงจากเขาก็ไม่เคยง่าย และความหมายของการปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาดูเหมือนจะอยู่ที่ขาลง…..

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาช่วงตอนกลางวันไปเจอหนังสือเล่มนึงที่ร้านหนังสือแถวใกล้ๆ ออฟฟิศนี่แหละ หน้าปกเป็นรูปเด็กผู้หญิงสองคนแต่คนเขียนเป็นผู้ชายสองคน คนนึงเป็นช่างภาพสัตว์ป่ากับอีกคนเป็นนักเขียนซึ่งปกติชอบเขียนเรื่องในเมือง ชื่อหนังสือก็เหมือนชื่อ Journal ข้างบนนี่แหละ Concept ของหนังสือก็เป็นความแตกต่างจากมุมมองของคนที่มีชีวิตอยู่คนละขั้ว อ่านจบไปแล้วครึ่งเล่ม รู้สึกดีที่ชีวิตยังหาหนังสือดีดีมาเติมเต็มได้ ต้องเตือนตัวเองไว้บ้างละเมียดกับชีวิตสักนิดน่าจะดีกว่าใช้ชีวิตอย่างหยาบๆ

ไม่ค่อยมีเวลาเลยจริงๆ อยากจะเขียนบ่อยๆหรอกนะ แต่ว่าบางทีมันก็เขียนไม่ออกน่ะ อย่างว่าแหละเราไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพนี่นา มันก็แค่อยากลองทำดูก็เท่านั้น อย่างแรกเลยนะ ไม่ได้เข้ามาใน WordPress นี่ซะนาน กลับมาอีกทีเมนูคำสั่ง Link ต่างๆ กลายเป็นภาษาไทยไปเสียหมด โอ้โหอ่านไปก็ขำไป ของบางอย่างนี่มันก็แปลไทยไม่ได้เลยนะ อ่านแล้วงงสุดๆ หรือไม่ก็มันหายากจริงๆ แต่ที่ wordpress นี่บางคำเขาก็เลือกที่จะทับศัพท์เลยนะ เช่น Options, Write หรือ Manage เป็นต้น.

วันนี้จริงๆ แล้วง่วงมากเลยนะเพราะไป Warehouse มาทั้งวัน ต้องไปยกของเอง รื้อของเอง Pack เองอีกต่างหาก จริงๆ ไป warehouse ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 นะเนี่ยพอดีเขียนไว้แล้วไม่จบมาเขียนต่อเลยแล้วกัน

ชีวิตตอนนี้ถามว่าดีขึ้นมากไหม ก็ดีขึ้นมากอยู่หรอกนะในแง่ของคุณค่าในชีวิต หรือความรู้สึกที่มีต่อการทำงาน ตอนนี้รู้สึกว่าคำถามที่เคยถามตัวเองสมัยก่อนๆ มันได้รับคำตอบไปโดยอัตโนมัติ คือเมื่อก่อนเราเคยคิดว่าไอ้การที่เราชอบจะเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำอยู่เลย อ่านโน่นอ่านนี่ไปเรื่อย รู้โน่นรู้นี่ไปโดยที่อยากรู้เองไม่ได้เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ตอนนั้นเลย แล้วมันมีประโยชน์อะไร ตอนช่วงที่ Fail กับเรื่องงานนี่โคตรคิดมากเลยนะ เคยคิดว่ากูจะรู้เยอะไปทำไมวะ เรียนรู้อะไรไปไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย แต่ตอนนี้มันเหมือนกับว่าสิ่งที่เราทำมาในอดีตมันช่วยเราได้เยอะมากๆ มันช่วยเปิดมุมมองของเราให้พร้อมรับกับโอกาสที่วิ่งเข้ามา ถ้าตอนช่วงนั้นเราไม่พร้อมเราคงไม่มีอย่างวันนี้หรอก ใช่ไหม

วันนี้นั่งคุยกับเพื่อนสนิทคนนึงในบริษัท เรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนกับ Benefits ของบริษัทที่กำลังจะปรับปรุง เลยพาดพิงไปเรื่องเงินเดือนอะไรไปโน่นเลย เพื่อนเรางงเลยพอเราบอกว่าเราได้เงินเดือนน้อยขนาดไหน ไม่รู้ว่ามันคิดยังไงงนะ แต่มันคงเชื่อที่เราพูดนั่นแหละว่าเงินเดือนเราเท่านั้นจริงๆ

เดือนนี้เดือนตุลาคมแล้ว ไตรมาสสุดท้ายของปี ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ช่วงนี้จะมีอะไรมากมายนอกจากเรื่องงาน กลัวเหมือนกันนะว่าจะกลายเป็นคนบ้างานไม่สนใจสิ่งอื่นๆ นั่นสินะเกิดกลายเป็นคนอย่างนั้นไปจริงๆ ทำไงล่ะนี่ สงสัยต้องคอยเบรกๆ ตัวเองบ้างแล้ว เออแต่ช่วงนี้โรคจิตสุดๆ นะ กลับมาบ้านทีไรต้องเปิดคอมเชคเมล์ (ออฟฟิศ) เป็นประจำเลยอ่ะ Active หรือบ้าก็ไม่รู้นะ แต่ถ้าถามเพื่อนๆ มันคงบอกว่าอย่างหลัง รู้อย่างนี้แล้วจะถามมันไปทำไม แหะๆ

วันนี้มีข่าวมาสองเรื่อง เรื่องแรกน้องที่ช่วยงานอยู่ทีมเดียวกันอาจจะได้งานใหม่ มันกำลังจะตัดสินใจว่าจะเอายังไงกะชีวิตมัน เหอะๆ ถ้าน้องมันไปก็คงสนุกสนานพอสมควรกันเลยเชียว เพราะตอนนี้เพิ่งมารับงานใหม่คนในทีมก็จะไปเสียแล้ว อะไรกันนี่ หลังจากนั้นกลับมาทราบข่าวอีกว่า อีกแผนกนึงซึ่งเขาจะต้องยุบตามโครงสร้างใหม่ และมีการ Transfer คนบางส่วนไปตามแผนกต่างๆ รวมทั้งทีมเราด้วย แล้วทีนี้มีข่าวมาว่าคนที่อาจมาอยู่กะทีมเรานี่สุดยอดมากๆ เพราะเป็นคนที่ (ดู) แย่ที่สุดในกลุ่มนั้น เราเองก็ไม่เคยทำงานกะเขาหรอกนะ แต่รู้จักกันและเคยมีคนพูดให้ฟังเรื่องงาน ที่ Office ไม่มีใครเอาอยู่สักคน ประมาณว่าแสบมากๆ แล้วเอามาอยู่กะเราเนี่ยนะ เหอะๆๆๆๆ

เพื่อนสนิทที่ Office บอกว่ามองอีกแง่นึงนะมันเป็นความท้าทายอย่างนึงว่าถ้าเราปั้นหรือจัดการคนนี้ได้นี่รับรองว่าเราดังแน่นอน เพราะแม้แต่คนที่ Senior กว่าเราหลายคนยังเอาไม่อยู่ ประทานโทษเถอะครับ ตอนนี้แค่เรื่องปรับ Process ตอนนี้ยังจะแย่ มามีปัญหาเรื่องคนอีกนี่จบกันเลยทีเดียวเชียว ยังไม่ Final หรอกนะสองเรื่องนี้ แต่ก็ต้องเตรียมคิดเผื่อไว้ก่อน สุดท้ายเกิดต้องทำงานกับคนนี้จริงๆ ก็ต้องเอาล่ะ คุยกันตรงๆ พูดกันแฟร์ๆ คิดซะว่า Challenge เดี๋ยวมันก็หาทางออกได้เองแหละ เนอะ…. 

 

July 2009
M T W T F S S
« Jun    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031