เงียบหายไปเสียนานเลย ไม่มีอะไรหรอกครับก็แค่ว่าช่วงนี้งานเยอะและชีวิตดูสับสนวุ่นวายพอสมควร แต่ก็เป็นความสับสนบนความ Happy นะครับ ยังไงดีล่ะคือเป็นลักษณะที่มันรู้สึกว่าเรามีอะไรให้ทำตลอดเวลา แล้วสิ่งที่เรากำลังทำทุกอย่างมันท้าทาย แล้วก็รู้สึกเหมือนได้ความรู้ใหม่ๆทุกวัน ตกตอนเย็นนี่งอมทุกวันเลยแต่ก็รู้สึกดีมากๆ

มีเรื่อง Update นิดหน่อยตอนนี้งานที่บริษัท N ก็กำลังมันส์ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปสัมภาษณ์ที่บริษัทอีกแห่งนึงมาชื่อบริษัท C ตอนไปถึงนี่วุ่นวายมากเพราะว่าลืมเอาเนคไทไป เอาล่ะสิทีนี้ทำไงดีล่ะ เลยโทรหาเพื่อนที่ทำงานตึกนั้นก็หาไม่ได้อีก เลยตัดสินใจลุยเลย โชคดีที่คนในห้องไม่มีใครผูกไทเลย แต่ก็เสีย Self ไปนิดหน่อยล่ะวะ หุหุ ตอนสัมภาษณ์นี่จำอะไรไม่ค่อยได้เลยว่าตอบอะไรไปบ้าง

แต่ที่จำได้แม่นเลยคือเรื่อง Strength ของตัวเอง เราตอบไปว่าเราทำงานกับคนได้ดี เพราะอย่างอื่นมันไม่ค่อยได้เรื่องมั้ง (ฮา) กลับมานั่งคิดดูผมว่าผมมาถึงจุดนี้ เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะเพื่อนๆ นี่แหละ ตอนสมัยเรียนผมทำกิจกรรมก็ได้เพื่อนๆช่วยทั้งเรียน ช่วยทำงานกิจกรรมเอามาโม้เวลาจบใหม่ๆได้ ทำให้เราได้ประสบการณ์ระหว่างเรียน รู้วิธีการเข้าหาคนลักษณะต่างๆ พอจบออกมาก็ทำงาน Project ที่ต้องติดต่อกับหลายๆ Parties คนหลายๆ ประเภท ได้เพื่อนมาระหว่างทางก็เยอะแยะ ทั้งเพื่อนใน Office เพื่อนที่เป็นลูกค้า และอีกหลายต่อหลายที่

สมัยนี้นะผมว่าทีมงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำงานเป็นแนวราบมากขึ้น เราต้องการคนที่มี Competence ต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง ไม่มีใครเก่งครอบจักรวาลหรอก แต่อย่างไงก็ตามการพัฒนาตัวเราเองก็ต้องทำตลอดเวลา หลุด Trend หรือสื่อสารกับคนในวงการหรือทำงานร่วมกับเขาไม่ได้นี่จบเลยนะ ผมว่าหมดสมัยแล้วล่ะที่จะรอให้เงินเดือนขึ้นตามอายุน่ะ ถ้าไม่ยอมวิ่งตามโลกให้ทันมันคงลำบากน่าดู

พูดถึงเรื่องพวกนี้นะ ผมนึกถึงคนในองค์การโทรศัพท์นะ ผมเสียดายมากเวลามีข่าวไม่ดีในองค์กรนี้ทีไร ผมเสียใจแทนประเทศเราทุกที อดีตมันเคยเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดีที่ทำกำไร เป็นเครือข่ายหลักของบ้านเรา แต่คนในนั้นคงลืมนึกไปว่าสมัยนี้ธุรกิจโทรคมนาคมมันไม่ได้ผูกขาดโดยรัฐอีกต่อไปแล้ว แต่ยังหลอกตัวเองว่ายิ่งใหญ่มีอำนาจเหนือคนอื่นๆ ทั้งๆที่ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจแทบไม่เหลือ สถานการณ์มันแย่ลงทุกวันแต่ผมยังไม่เห็นการปรับตัวใดๆ เลย ในขณะที่ Singtel, Telecom Malaysia เขาเริ่มขยายอาณาจักรออกไปนอกบ้าน แต่ของเราเองก็กัดกันเองข้างใน คนทำงานก็คอยแต่จะด่าคนอื่นว่าเอาเปรียบประเทศชาติแต่ไม่เคยถามตัวเองว่าทำงานเพื่อองค์กรคุ้มค่าหรือเปล่า อย่าแปลกใจเลยครับถ้าต่อไป ทศท. จะหายไปจากตลาด หรือไม่ก็โดน Take Over จากบริษัทโทรคมนาคมข้ามชาติ ไม่ได้อยากให้เกิดนะครับ แต่ไม่รู้จะทำยังไง

อยู่ดีๆ มาลงเรื่องนี้ได้ไงเนี่ย ผมล่ะงงแต่เอาเหอะนะแล้วเจอกันใหม่

วันนี้ตอนกำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยตอนเย็น ตกใจมากว่าทำไมมี Comment มาจากใครก็ไม่รู้ ดูไปดูมาเป็นเมล์คุ้นๆ ในนั้นอ้างว่าเป็นคุณธนา แห่ง DTAC เพราะดูจาก E-mail ที่ให้มานั้นใช่เลย แต่ผมก็ไม่มั่นใจอยู่ดี เพราะใน Net ไว้ใจใครไม่ได้ แต่ถ้าแกเข้ามาดู Blog ผมจริงๆ นี่คงดีใจน่าดูเลย แต่คิดจากตรรกะแล้วเป็นไปได้น้อยมาก แต่ก็ลองส่งเมล์ไปถามแล้วล่ะ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ยังไงเราก็ชื่นชมแกอยู่แล้ว

วันนี้ไปเจอพี่คนที่เราจะไป Take over งานแกมาก็ไอ้ตำแหน่งใหม่นี่แหละ แกบอกว่าแกได้ข่าวมาว่ามี Candidate เพิ่มมาอีกคนมาทางสายของนายอีกคน อะไรกันวะเนี่ย ชะตากรรมอะไรของผม ตั้งนานไม่มีใครมาพูดทียังงี้มีคนจะมาทำ ผมก็ถามแกว่าแกรู้ไหมว่าใคร แกบอกแกไม่รู้ เฮ้อ….ช่วงนี้น่าเบื่อโคตรๆ เลยทำไมมีแต่บรรยากาศแห่งการช่วงชิง อยากรู้จริงๆ เลยว่าคนที่เขาเป็น Candidate อีกคนนี่ใคร ผมล่ะกลัวจริงๆว่าจะเป็นคนใกล้ตัว มันจะทำใจกันลำบาก

กลัวนะ บอกตรงๆ กลัวว่าจะต้องแย่งกับคนที่แก่กว่าหรืออาวุโสกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมคงแย่มากๆ ถ้าหัวหน้าจะเลือกคนใหม่เพราะเขาแก่กว่าผม ไอ้นายฝรั่งที่เมืองนอกก็ไม่ส่ง Mail มา Confirm เสียที กลัวจริงๆ เลย กลัวว่าจะมีการเล่นเกมกันเลยไม่ยอม Announce เป็นทางการเสียที……

ตายแน่เลยเรา วันนี้ตอนเย็นมีสอบ Marketing แต่อ่านหนังสือน้อยมากๆ ดีแต่ว่าสอบเป็นแบบ Open book หรอกนะ ไม่งั้นท่าทางจะแย่ สอบหกโมงครึ่งแต่ตอนนี้ บ่ายสองครึ่งยังทำงานอยู่เลย ปกติจะต้องแจ้นไปมหาลัยแล้วนะเนี่ย เบื่อว่ะมาทำงานนอก office แล้ว get mail ของ office ไม่ได้ remote access ที่ขอไปก็ไม่ได้ซักที เหมือนหูหนวกตาบอดยังไงก็ไม่รู้ แปลกนะทีเมื่อก่อนไม่ค่อยเดือดร้อนอะไร มาตอนนี้เข้า mail ไม่ได้นี่จะเป็นจะตายทุกที

วันนี้ทำงานที่บ้านอีกแล้ว เซ็งๆ เลยมา up blog เซ็งกว่าเดิม ไม่มีใครเข้ามาอ่านเลย เฮ้อ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย เพราะว่าเปิด Blog ตัวเองมาทีไร เหงาจริงๆ เลยตู สงสัยทำไว้เป็นไดอารี่แน่ๆ เลย อย่างนี้ไม่น่าเรียก Blog เหอะๆ

วันนี้อ่านหนังสือ แบรนด์พลิกคน คนพลิกแบรนด์ ของ ธนา เธียรอัจฉริยะ แห่ง DTAC จบไปแล้ว อ่านง่าย เขียนง่าย แต่อ่านแล้วสนุกมาก อ่านแล้วคิดว่าคนบ้าอะไรวะ Attitude ดีมากๆ อยากรู้จักตัวจริงมากๆ อยากคิดได้อย่างเขามาก คนอะไรมีวิธีการทำงานที่เจ๋งมากๆ เอาไว้จะมาเล่าให้ฟัง (แหม พูดกะตัวเอง) ใครหลงมาในนี้ก็หามาอ่านซะนะ มีตอนนึงอ่านแล้วชอบมากๆ คือตอนเขาทำ Happy ใหม่ๆ เขาจัด Event แล้วแจกแก้วที่มีตรา Happy ติดอยู่ ปรากฏว่าคนชอบ เลยเกิดไอเดียว่าอยากแจกแก้ว แต่ปัญหาคือต้นทุนใบละ 4 บาท จึงถอยเพราำทำล้านใบก็สี่ล้านเข้าแล้ว ทีนี้แกไปเดินพันธุ์ทิพย์ เห็นแก้วน้ำพลาสติกที่ร้านน้ำเขาขายกันแกเลยเกิดไอเดีย เพราะยังไงร้าน้ำพวกนี้เขาต้องซื้อแก้วมาใช้ เลยให้สาวๆในทีมไปติดต่ออาเฮียโรงงานทำแก้วเพื่อขอสกรีนโลโก้ Happy ลงไปบนแก้วที่จะไปขาย เฮียบอกว่ารับเงินสดเท่านั้น จะสกรีนให้ 2 ล้านใบที่กำลังจะทำ แล้วรู้มั๊ยครับเฮียบอกราคามาเท่าไร 20,000 ครับ ฟังแล้วจะหงายหลัง ถ้าแกยอมแพ้ไปตอนแรกก็คงไม่เจอทางออกเจ๋งแบบนี้หรอก เป็นไงครับ ไปหาอ่านซะนะเล่มสีแดงๆ เล่มละ 200 ประมาณนี้

หัวหน้ามาบอกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าจะให้ไปทำงานใหม่ จริงๆแล้วก็คุยกันมานานแล้วแหละ็แต่ทางนายฝรั่งที่เมืองนอกเพิ่งจะ Approve เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง อยากถามคนที่อ่านว่าแปลกไหมครับที่ผมทำงานที่นี่มาปีนี้ปีที่ 7 แล้ว แต่ผมยังไม่เคยได้ปรับตำแหน่งอะไรเลย เพื่อนรุ่นๆ เดียวกันต่างขยับขยาย หรือแม้แต่คนที่อยู่แผนกข้างก็ตาม รุ่นๆเดียวกับผมก็มีตำแหน่งที่ีดีขึ้นไป แต่ก็ยัง Happy ดีนะ เพราะคนรอบข้างและทีมงานที่ทำงาน Project เดียวกันเป็นขาลุยเหมือนกัน และเป็นคน Type เดียวกันเลยยังถูๆ ไถๆ อยู่มาได้ตั้ง 7 ปี มีอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะรู้สึกว่าท้อแท้มากๆ ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องรายได้หรอกนะ แต่เกี่ยวกับเรื่อง “Value” มากกว่า

ผมทำงาน Project นี่แหละ อยู่กับงานแบบนี้มาทั้งชีวิต และก็สนุกกับงานแบบนี้พอสมควร แต่ช่วงนั้นรู้สึกว่าเราทำงานที่นี่มาตั้งแต่เป็น Engineer ที่ทำงานทาง Technical ในสายงานของเรา คงเป็นเพราะเหตุนี้แหละมั้งทำให้ Perception ของคนที่นี่มองเราเป็น Technical guy ตลอดเวลา จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนที่ยึดติดกับตำแหน่งมากมายอะไรนักหรอกนะครับ แต่ตอนนั้นมันรู้สึกว่าถ้าตัวเองมีตำแหน่งเสียหน่อย คนคงฟังเรามากกว่านี้ ความเห็นหรือสิ่งที่เรานำเสนอคงจะได้รับการตอบสนองมากกว่านี้

ช่วงนั้นผมรู้สึก Fail มากเลยนะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีศักยภาพหรือเปล่า เราเลยไม่ได้รับการ Promote เสียทีทั้งๆ ที่คนที่เราทำงานด้วยก็ไม่ได้มีปัญหากับการทำงานกับเรา ผมเคยรู้สึกน้อยใจมากๆ เพราะคำพูดลูกค้าที่สนิทกันคนหนึ่ง พี่แกพูดว่าคุณมาทำงานกับผมไหม ผมอยากได้คนอย่างคุณมาทำงานด้วย ตอนแรกผมก็ตัวลอยหรอกแต่กลับมานั่งคิดคนเดียวผมรู้สึกน้อยใจบริษัทผมมากๆ เลยตอนนั้น เพราะทาง Office ไม่เคยมองเห็นสิ่งที่คนนอกเห็นเลย

ช่วงนั้นผมกำลังเรียนต่อ MBA ที่สถาบันแห่งหนึ่งอยู่พอดี (ผมบอกได้เลยนะว่าผมเรียนเพราะค่านิยมของสังคม) ผมอยู่ที่ Office ผมเป็นใครก็ไม่รู้ คำพูดผมไม่มีคนสนใจ ความคิดเห็นก็ถูกละเลย แต่มันก็แปลกนะครับเวลาที่ผมมาเรียนผมกลับได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ทั้งๆที่บางคนก็มีตำแหน่งหน้าที่ที่ดีกว่าผมในสายอาชีพเดียวกัน อาจารย์หลายๆ ก็ให้การยอมรับในความคิดของผม ผมจึงค่อยคลายกังวลไปได้ว่าเราเองก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกเรื่อง

เรื่องงานใหม่นี่แหละครับ มันเป็นตำแหน่งใหม่ Function งานใหม่ก็จริงนะครับ แต่ผมก็ยังไม่ได้มี Commitment อะไรเลยว่ารายได้หรืออนาคตผมจะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าตำแหน่งนี้รับผิดชอบมากขึ้น มีการนำเสนอให้ผู้ใหญ่เห็นหน้าเห็นตามากขึ้น และมันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทอง ว่าก็ว่าเถอะนะ ใครที่ทำงานใกล้ชิดเจ้านายสูงๆ หรือทำงานเกี่ยวกับเงินทองของ Office เนี่ยมักจะได้ดีมีหน้าตาใน Office นะ อันนี้ล่ะมั้งทำให้ผมมาทำงานนี้ ไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือเปล่านะแต่ผมก็แค่อยากจะทดสอบศักยภาพตัวเองว่าผมจะทำได้อย่างที่คิดหรือเปล่า หรือว่าผมก็แค่พนักงานดาดๆ ทั่วๆ ไปคนนึง

Blog แรกในชีวิตเลยครับ พอดีไปอ่านหนังสือเจอเรื่อง Blog ในปัจจุบันเลยคันไม้คันมืออยากลองเขียนดูบ้าง ไม่รู้ว่าจะเขียนต่อได้อีกนานหรือเปล่า แหะๆ

 

November 2009
M T W T F S S
« Jun    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30